ดูหนัง Material girls (2006) คุณหนูไฮโซ ขอเริ่ดไม่ขอร่วง
ทุกท่าน! ในยุค 2000 ต้นๆ ไม่มีใครไม่รู้จักสองพี่น้องตระกูล Duff อย่าง ฮิลารี ดัฟฟ์ และ เฮย์ลี ดัฟฟ์ และ Material Girls ก็คือโปรเจกต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อจับเอาสองพี่น้องซูเปอร์สตาร์แห่งยุคมาขึ้นจอใหญ่ร่วมกัน! ด้วยพล็อตเรื่องแนว “คุณหนูตกอับ” ที่น่าจะดูสนุก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นหนึ่งในหนังตลกวัยรุ่นที่ถูกนักวิจารณ์สับเละและกลายเป็น “ตำนาน” ในทางลบ!
เรื่องย่อ
แทนซี่ (ฮิลารี ดัฟฟ์) และ เอวา (เฮย์ลี ดัฟฟ์) คือสองพี่น้องทายาทมหาเศรษฐีแห่งอาณาจักรเครื่องสำอาง “มาร์เช็ตต้า” พวกเธอใช้ชีวิตสุดหรูหราฟู่ฟ่า, ไม่เคยต้องทำงาน, และมีทุกสิ่งที่เงินสามารถซื้อได้ ปาร์ตี้, ช้อปปิ้ง, และการเป็นเซเลบริตี้คือชีวิตทั้งหมดของพวกเธอ
แต่แล้ววันหนึ่ง สวรรค์ก็ล่มสลายลงในพริบตา! เมื่อมีข่าวฉาวแพร่สะพัดไปทั่วว่าผลิตภัณฑ์ตัวท็อปของบริษัทเป็น “สารพิษ” ที่ทำลายผิว! หุ้นของบริษัทดิ่งลงเหว, ทรัพย์สินทั้งหมดถูกอายัด, บัตรเครดิตถูกระงับ, และคฤหาสน์สุดหรูก็กำลังจะถูกยึด
จากคุณหนูไฮโซผู้ไม่เคยต้องลำบาก สองพี่น้องต้องกลายมาเป็นยาจกในชั่วข้ามคืน! พวกเธอต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาเป็นครั้งแรก ทั้งการขึ้นรถเมล์, การหางานทำ, และที่สำคัญคือการสืบหาความจริงว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้ายที่ทำลายชื่อเสียงของครอบครัวพวกเธอ movie24hd
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
นักแสดงนำและผู้กำกับ
- ฮิลารี ดัฟฟ์ (Hilary Duff) รับบทเป็น แทนซี่ มาร์เช็ตต้า
- เฮย์ลี ดัฟฟ์ (Haylie Duff) รับบทเป็น เอวา มาร์เช็ตต้า
- แอนเจลิกา ฮัสตัน (Anjelica Huston) นักแสดงรางวัลออสการ์ ในบท ฟาบิเอลล่า คู่แข่งทางธุรกิจ
- ผู้กำกับ: มาร์ธา คูลิดจ์ (Martha Coolidge) ผู้กำกับหญิงฝีมือดีจากหนังคลาสสิกยุค 80s อย่าง Valley Girl
โปสเตอร์หนัง



รีวิวและบทวิเคราะห์: ชันสูตรความล้มเหลว
Material Girls คือตัวอย่างที่น่าเสียดายของ “การเสียของ” อย่างแท้จริง
- บทภาพยนตร์ที่อ่อนและซ้ำซาก: พล็อตเรื่อง “คุณหนูตกอับ” ถูกเล่ามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่หนังเรื่องนี้กลับไม่ได้นำเสนออะไรที่แปลกใหม่หรือน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างดำเนินไปตามสูตรสำเร็จที่คาดเดาได้ง่าย
- มุกตลกที่ไม่ตลก: นี่คือความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของหนังคอเมดี้ มุกตลกส่วนใหญ่ในเรื่องนั้น “ฝืด” และ “ไม่ขำ” อย่างน่าเหลือเชื่อ
- ตัวละครที่ไม่น่าเอาใจช่วย: หนังล้มเหลวในการทำให้ผู้ชมรู้สึกเห็นใจหรือผูกพันกับสองตัวละครหลัก พวกเธอดูเป็นคุณหนูที่เอาแต่ใจและไร้สมอง จนเราไม่รู้สึกอยากจะเอาใจช่วยให้พวกเธอกลับไปรวยเหมือนเดิม
แม้จะได้สองพี่น้องขวัญใจวัยรุ่นและนักแสดงสมทบระดับตำนานมาร่วมจอ แต่ก็ไม่สามารถช่วยพยุงบทภาพยนตร์ที่อ่อนปวกเปียกนี้ไว้ได้เลย
- IMDb: ให้คะแนน 4.1/10
- Rotten Tomatoes: ได้รับคะแนนจากฝั่งนักวิจารณ์เพียง 4%! ซึ่งเป็นคะแนนที่เข้าขั้น “หายนะ” อย่างแท้จริง
my_pointof
⭐ 6/10
ฉันพาลูกสาววัย 10 ขวบกับเพื่อนของเธอไปดูหนังเรื่องนี้ แล้วไม่กี่นาทีต่อมา ฉันก็ตกใจคิดว่าฉันจำเรตหนังผิด หนังเรื่องนี้ไม่ได้เรต PG เลย! ฉันชอบฮิลลารี ดัฟฟ์ แต่ต้องบอกว่าเธอไม่ใช่นักแสดงที่ดีเลย แถมเฮลีย์ น้องสาวของเธอก็แสดงละครไม่ได้เลยด้วยซ้ำ พวกเขาควรไปเรียนการแสดงอย่างจริงจัง หนังเรื่องนี้มีคอมเมนต์เหยียดเชื้อชาติเยอะมาก เช่น คอมเมนต์ที่แกล้งทำเป็นภารโรงชาวเม็กซิกัน หรือคอมเมนต์ที่วิ่งหนีคนผิวดำ… แล้วก็คอมเมนต์ที่ไม่เหมาะสมบ้าง เช่น คอมเมนต์เกี่ยวกับคนบนรถเมล์ มันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังแสดงเป็นตัวเองจริงๆ บนจอใหญ่มากกว่า ดาราดังเอาแต่ใจที่ชอบเอาเงินไปทิ้งให้คนยากไร้ แล้วเรียกมันว่างานการกุศล ฉันไม่แนะนำหนังเรื่องนี้เลย และเสียใจที่พาลูกสาวไปดู
hearts06
⭐ 6/10
ฉันตั้งตารอหนังเรื่องนี้มานานมาก เพราะคิดว่ามันคงจะเป็นหนังที่น่ารักมากๆ ฉันไม่ได้ผิดหวังในตัวฮิลารีหรือพี่สาวของเธอไปเสียทีเดียว ฉันผิดหวังกับหนังเรื่องนี้จริงๆ! ตอนแรกคิดว่ามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้อีกหน่อย และบางทีการกำกับอาจจะทำได้ดีกว่านี้อีกหน่อยก็ได้ มันค่อนข้างน่าเบื่อและดำเนินเรื่องช้าๆ พอใกล้จบก็มีมุกตลกๆ บ้างและมันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ถึงขั้นตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ ฉันดูมันอีกครั้งในวันถัดมาเพื่อดูว่ารู้สึกยังไงกับหนังเรื่องนี้ แต่มันกลับทำให้ดูแย่ลงไปอีก ตัวฉันเองไม่ได้หลงรักหนังเรื่องนี้เลย ฉันไม่ได้พูดถึงมันเป็นชั่วโมงๆ เมื่อมันจบลงหรืออะไรทำนองนั้น เหมือนที่เราพูดถึงหลังจากดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วตกหลุมรัก ฉันไม่ได้เกลียดมัน แต่ฉันไม่ได้รักมัน
Pranksta
⭐ 5/10
ในฐานะแฟนตัวยงของฮิลารี ดัฟฟ์ ฉันชอบผลงานของเธอมาตลอด เพราะเธอน่ารักมาก น่าเสียดายที่ Material Girls แทบจะเป็นหนังแบบที่ฉันคาดหวังจากดิสนีย์ แชนแนล ไม่ใช่ MGM Studios เลย ข้อดีคือพี่น้องดัฟฟ์น่ารักในหนังเรื่องนี้มาก และฉันก็คิดว่าเฮย์ลีย์เป็นนักแสดงที่ดีทีเดียว เพราะเธอได้ใส่ความพิเศษบางอย่างลงไปในตัวละครของเธอ ฮิลารีก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้นและพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักแสดงมากขึ้นในบางฉาก ถ้าคุณชอบสาวๆ ดัฟฟ์จริงๆ ก็ไปดูเถอะ รับรองว่าสนุกแน่นอน เพราะหนังเรื่องนี้สนุกและน่าสนใจ แต่ถ้าคุณกำลังมองหาหนังดีๆ จริงๆ ฉันแนะนำให้ไปหาเรื่องอื่นดู
kayjayt
⭐ 1/10
ฉันผิดหวังกับหนังเรื่องนี้เต็มๆ 100% เลย ปกติฉันชอบหนังแนวหวานๆ ใสๆ แนวผู้หญิงๆ อยู่แล้ว แถมยังชอบฮิลารี ดัฟฟ์ด้วย น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้ไม่มีการแสดงเลย ดูเหมือนหนังที่ทำกันเพื่อความสนุกมากกว่า บอกเลยว่าพวกเธอแสดงกันจริงๆ ไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่ ฉันก็เป็นหนึ่งในคนที่ไม่ค่อยสังเกตอะไรพวกนี้เหมือนกัน! เนื้อเรื่องก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไร สั้นมาก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงๆ แล้วก็เดาทางได้ แหวะ! ฉันมั่นใจว่าพวกเธอคงสนุกกับการทำหนังเรื่องนี้นะ แต่ฉันก็ไม่ได้สนุกไปกับการดู และฉันคิดว่าไม่มีใครในโรงหนังสนุกเหมือนกัน พอหนังจบจริงๆ ทุกคนก็รีบออกจากโรงไปเงียบๆ (ไม่มีอะไรดีๆ ให้พูดถึง) ถ้าอยากดูก็ไปดูเองเลย ฉันแค่อยากจะประหยัดเวลาให้พวกเธอ
ภาพยนตร์ที่คล้ายกัน
หากอยากชมภาพยนตร์แนว “คุณหนูไฮโซ” ที่ทำออกมาได้ “ดีกว่า” เราขอแนะนำ:
- Clueless (1995): มาสเตอร์พีซของหนังแนวนี้ ที่ทั้งฉลาด, ตลก, และมีสไตล์
- Legally Blonde (2001) สาวบลอนด์หัวใจดี๊ด๊า: หนังอีกเรื่องที่ว่าด้วยสาวสวยที่ถูกคนดูถูกแต่ก็พิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ
- Uptown Girls (2003): หนังอีกเรื่องที่มีพล็อต “คุณหนูตกอับ” คล้ายกัน แต่ทำออกมาได้น่ารักและซาบซึ้งกว่ามาก
คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q: หนังเรื่องนี้ ‘ห่วย’ ขนาดนั้นจริงๆ เหรอ?
A: ในความเห็นของนักวิจารณ์ส่วนใหญ่และผู้ชมจำนวนมาก… ใช่ครับ! หนังเรื่องนี้โด่งดังในทางลบจากความไม่ตลก, พล็อตเรื่องที่ไร้จินตนาการ, และการไม่สามารถทำให้ตัวละครหลักน่าเอาใจช่วยได้ เป็นตัวอย่างคลาสสิกของหนังที่สร้างมาเพื่อขาย “ดารา” แต่ลืม “บท”
Q: Hilary Duff กับ Haylie Duff เป็นพี่น้องกันจริงๆ เหรอ?
A: ใช่ครับ! ทั้งสองคนเป็นพี่น้องแท้ๆ กัน หนังเรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นโปรเจกต์ให้ทั้งสองคนได้แสดงร่วมกันในช่วงที่พวกเธอกำลังโด่งดังถึงขีดสุด
Q: หนังเรื่องนี้เหมาะกับใคร?
A: เหมาะสำหรับแฟนพันธุ์แท้ของสองพี่น้องดัฟฟ์ที่อยากจะเก็บผลงานของพวกเธอให้ครบ หรือสำหรับคนที่ชื่นชอบการดู “หนังห่วย” เพื่อความบันเทิงในอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้นครับ
บทสรุป: Material Girls คือความล้มเหลวที่น่าจดจำของหนังแนวทีน-คอเมดี้ เป็นภาพยนตร์ที่ตื้นเขิน, ไม่ตลก, และน่าเบื่อ ที่เป็นเหมือนภาพสะท้อนของวัฒนธรรมเซเลบริตี้ที่ฉาบฉวยในยุค 2000 กลางๆ ได้เป็นอย่างดี เป็นบทเรียนที่ว่าแค่พลังของดารานั้นไม่สามารถช่วยหนังที่บทแย่ได้