ดูหนัง Miami Vice (2006) คู่เดือดไมอามี่
ทุกท่าน! คำเตือน: ลืมภาพชุดสูทสีพาสเทลและเพลงป๊อปยุค 80s จากซีรีส์ต้นฉบับไปได้เลย! เพราะ Miami Vice เวอร์ชั่นปี 2006 คือการ “ตีความใหม่” อย่างสิ้นเชิงโดยผู้กำกับมือฉมัง ไมเคิล มานน์ (Heat, Collateral) วันนี้เราจะมา “ดูหนัง” ที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อรำลึกความหลัง แต่สร้างมาเพื่อนำเสนอโลกของตำรวจสายลับและพ่อค้ายาในรูปแบบที่ “ดิบ”, “อันตราย”, และ “สมจริง” ที่สุด
เรื่องย่อ
เจมส์ “ซอนนี่” คร็อคเก็ตต์ (โคลิน ฟาร์เรลล์) และ ริคาร์โด “ริโก้” ทับบ์ส (เจมี่ ฟ็อกซ์) คือสองตำรวจคู่หูมือดีแห่งไมอามี่ ที่เชี่ยวชาญในการปลอมตัวเข้าไปแทรกซึมในโลกใต้ดิน
หลังจากภารกิจของ FBI เกิดผิดพลาดจนนำไปสู่การตายของสายข่าว พวกเขาจึงถูกดึงตัวเข้าไปทำภารกิจที่อันตรายที่สุดในชีวิต นั่นคือการปลอมตัวเป็น “นักขนส่ง” ยาเสพติดระดับมืออาชีพ เพื่อแทรกซึมเข้าไปในองค์กรค้ายาระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลและซับซ้อนที่สุดในโลก
การสืบสวนนำพาพวกเขาดำดิ่งสู่โลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและการหักหลัง ตั้งแต่คลับหรูในไมอามี่ไปจนถึงโคลอมเบียและคิวบา แต่แล้วเส้นแบ่งระหว่าง “ภารกิจ” กับ “ชีวิตจริง” ก็เริ่มเลือนลาง เมื่อคร็อคเก็ตได้เข้าไปพัวพันในความสัมพันธ์สุดอันตรายกับ อิซาเบลล่า (กงลี่) หญิงสาวสวยผู้เป็นทั้งผู้จัดการด้านการเงินและภรรยาลับของหัวหน้าแก๊งค์! movie24hd
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
Miami Vice คือภาพยนตร์ที่อาจจะ “ถูกเข้าใจผิด” มากที่สุดเรื่องหนึ่ง มันไม่ใช่หนังแอ็คชั่นที่ดูง่าย แต่คืองานศิลปะที่ต้อง “ซึมซับ” ⭐5/10 ผมว่าพวกคำพังเพยสุภาษิตทั้งหลายของบ้านเรามันก็ค่อนข้างตรงกับความจริงเน้อะ คือเห็นจริงได้ตลอดหากเราสังเกตกันดีๆ และจากหนังเรื่องนี้ก็เข้าข่ายลางเนื้อชอบลางยาไปเต็มๆ จริงๆ ผมดูหนังเรื่องนี้ไปเมื่ออาทิตย์ก่อนครับ แต่หลังๆ นี่ไม่รู้เป็นไรชอบทิ้งช่วง เผื่อนึกอะไรได้จะได้ใส่ลงมาให้ครบๆ (อีกสาเหตุหนึ่งคือ ขี้เกียจครับ ) แรกเริ่มเดิมทีผมไม่ได้กะจะไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงหรอกนะฮะ เพราะไม่รู้เป็นอะไร ผมไม่ค่อยนิยมจะไปนั่งดูหนังของผู้กำกับ Michael Mann ในโรง สาเหตุสำคัญก็เพราะ ยังไงผมก็ต้องดอดไปซื้อตอนแผ่นออกอยู่แล้ว หนังแกไว้ใจได้ตลอดมา ไม่ดูก็รู้เลยว่ามันต้องมีดี แต่ขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้ชอบผลงานของแกแบบเต็มที่ คือรู้ว่าหนังมีดีน่ะครับ แต่รสชาติอาจจะยังไม่ถูกปากถูกคอผมเท่าไหร่ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าหนังแกมีดีผมก็ต้องว่าไปตามนั้นบางทีเราก็ต้องแยกให้ออกระหว่างความชอบที่เรามีติดตัว กับความดีชั่วที่อยู่ในหนังน่ะเน้อะ แต่จนแล้วจนรอดก็ดูจนได้ เพราะเอาอีกแล้วครับ หนังมันแตกกระแสคำวิจารณ์ออกเป็นสองแนวอีกแล้ว ซึ่งแนวนึงก็บอกว่าหนังเข้มรสข้น ในขณะที่อีกเสียงหนึ่งก็ออกเสียงมาจังๆ ว่าหนังไม่มันส์ ไม่เร้าใจ ไม่ตื่นเต้น ฮ่าๆๆ ไอ้กระผ้มล่ะชอบอยู่แล้วครับเรื่องต่อยตี เอ้ย ไม่ใช่ หมายถึงเรื่องความเห็นที่ต่างกันน่ะครับ พอเจอแบบนี้เลยอดไมได้ที่จะปรี่เข้าไปในโรงเพื่อดูว่ามันยังไงกันหนอ ทำไมคนชอบบ้างไม่ชอบบ้าง ผมก็อย่างนี้หและครับ หนังเรื่องไหนคนชอบบ้างไม่ชอบบ้างก็ต้องไปพิสูจน์เพื่อหาคำตอบให้ตนเอง ยิ่งหนังเรื่องไหนที่น่าจะดีแต่คนด่ามากๆ ก็ยิ่งน่าไปดู เพราะอยากรู้ว่าหนังพลาดตรงไหน หรือการรับสารผิดพลาดอย่างไร (อย่าง Lady in the Water เงี้ยครับ หนังน่าจะดี แต่ไม่ดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไร้สาระ) อย่างที่บอกว่าหนังของ Mann ผมไม่ใคร่จะดูในโรง เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นอย่างไร และหนึ่งในสิ่งที่ผมรู้คือ หนังของแกจะไม่มันส์! มันส์ ณ. ที่นี้คือมันส์แบบป็อบคอร์น ประมาณว่าเอาปืนไล่ยิง รถกลิ้งสปินเกลียว 5 ตลบครึ่ง แล้วก็มุมกล้อง 360 องศา (สไตล์ Michael Bay) หรือไล่เตะไล่ต่อย มีระเบิดเต็มฉาก เอาบ้านทั้งหลังมาพังเล่น คือถ้าท่านคาดหวังอะไรข้างต้นจากหนังของ Mann ล่ะก็ท่านกำลังเดินผิดทางอย่างแรงครับ ซึ่งท่านสามารถลองหางานเก่าๆ ของแกมาดูทบทวนได้ไม่ว่าจะ Manhunter, The Last of the Mohicans, Heat, Collateral, Ali, The Insider หนังที่บอกหล่านั้นจะมีองค์ประกอบสำคัญคือ ดาราดี บทดี การเดินเรื่องเข้ม เน้นตัวละครมากกว่าจะไปเน้นความมันส์และความลุ้น กล่าวคือ Action ทางฉากบู๊ล่ะไม่โดดเด่น แต่ Action ทางจิตใจคนนั้นจะเน้นจนเห็นได้ชัด ดังนั้นในเบื้องต้นครับ ผู้ที่ยังไม่ได้ดูแต่อยากชมหนังแอ๊คชั่นมันส์ๆ แบบ Bad Boys หรือ Lethal Weapon ล่ะผมคงต้องขอเบรคไว้หน่อยล่ะนะครับ ไม่ใช่เรื่องนี้หรอกจ้า ก็เพราะมัวคิดกันว่าหนังจะเป็นแอ๊คชั่นเร้าใจ คนดูเลยส่ายหน้าออกมาเป็นแถว ไม่ต้องอื่นไกลครับ รอบที่ผมดูเลย พอดูจบก็ได้ยินเสียงน้องคนหนึ่งจากทางด้านหลังว่า “เสียดายตังค์อ้าาาาาา” ไม่ใช่แค่ “อ้า” นะครับ แต่น้องเขาลากเสียงเป็น “อ้าาาาาา” จริงๆ ซึ่งบ่งบอกถึงระดับความผิดหวังได้เป็นอย่างดี ส่วนผมน่ะเหรอครับ เฮ้อะๆๆ ผมก็ยืนดู End Credits ด้วยความสุขีปรีดิ์เปรม เพราะอิ่มเอมใจ รู้ตัวว่ามาดูหนังถูกเรื่องแล้วตู … ก็นี่แหละหนังพี่ Mann ล่ะ ⭐6/10 คู่เดือดไมอามี่ สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สองคู่หูมือปราบแห่งไมอามี่อย่าง ซันนี่ คร็อคเกตต์ (Colin Farrell) และ ริคาร์โด้ ทับส์ (Jamie Foxx) ที่ต้องปฏิบัติภารกิจปลอมตัวเข้าไปแฝงอยู่ในแก๊งค์ค้ายาเสพติดของ โฮเซ่ เยโร่ (John ortiz) แต่ยิ่งสืบลึกเข้าไปเท่าไหร่ก็พบว่า ไอ้ตัวการที่อยู่เบื้องหลังจริงๆเนี่ยคือ มอนโทย่า (Luis Tosar) ซึ่งทำธุรกิจผิดกฎหมายที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลกนะครับ ทำให้พวกเขาต้องแฝงตัวให้เนียนกับสถานการณ์มากที่สุดเพื่อไม่ให้ถูกจับได้แต่ทุกอย่างยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อซันนี่ดันไปหลงรัก อิซาเบลล่า (กงลี่) ภรรยาของ มอนโทย่าและเธอนั้นก็ชอบซันนี่ด้วยทำให้พวกเขาทั้งสองคนต้องเจองานยากครับส่วนจะทำสำเร็จไหมอันนี้ต้องไปดูในหนังเอาเองครับ ถามว่าดูหนังเรื่องนี้แล้วเป็นยังไงตอบเลยครับว่า หนังเองก็ทำได้ตามมาตรฐานของหนังแนวนี้นั่นแหละครับเป็นหนังอาชาญากรรมไล่ล่าสืบสวนสอบสวนที่ไม่ได้เน้นแอ็กชั่นแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นเนี่ยถ้าใครหวังว่าหนังเรื่องนี้จะขนปืนขนระเบิดมายิงกันระเบิดภูเขาเผากระท่อมล่ะก็ไม่ใช่เรื่องนี้อย่างแน่นอนครับ เพราะสไตล์หนังของ Michael Mann จะเป็นแนวแบบว่าลงลึกไปที่ปมของตัวละครมากกว่าจะมาเน้นฉากแอ็กชั่นอยู่แล้วครับ และหนังของ Mann เนี่ยถ้าดูกี่เรื่องก็จะเห็นเลยว่าฉากยิงกันนั้นเหมือนดูภาพข่าวอาชาญากรรมที่ตำรวจยิงกันกับคนร้ายมากกว่าจะดูเวอร์วังเหมือนหนังเรื่องอื่นๆครับ ซึ่งหนังของ Mann เนี่ยคือ เดินเรื่องเข้มข้น เน้นที่ตัวละครมากกว่าเน้นฉากแอ็กชั่นครับ ซึ่งเรื่องนี้เนี่ยการดำเนินเรื่องก็ทำได้น่าติดตาม เป็นการเดินเรื่องไปเรื่อยๆแบบเน้นที่เนื้อหานะครับซึ่งบทอาจจะมีรูโหว่บ้างเล็กน้อย ด้านนักแสดงเนี่ย Farrell กับ Foxx ผมว่าเคมีเข้ากันได้ดีครับดูเด่นดูเท่ห์ด้วยกันทั้งคู่ครับคือดูตอนออกงานไปเจรจาเนี่ยท่าทีคือจริงจังใช้ได้เลยทีเดียวครับ ส่วน กงลี่ เธอเองก็แสดงได้ดีกับบทบาทนักธุรกิจหญิงแกร่งที่ดูทะมัดทะแมง สายตาที่แฝงไปด้วยความเศร้าแฝงไปด้วยปมของอารมณ์ได้เป็นอย่างดีครับ ส่วนดนตรีของหนังเรื่องนี้ผมว่าทำได้ดีครับทำให้หนังน่าดูขึ้นพอสมควร สำหรับใครที่ชอบภาพยนตร์แนวตำรวจที่เน้นเนื้อหาที่เข้มข้น เน้นที่บทไม่ได้เน้นแอ็กชั่นล่ะก็เรื่องนี้อย่าพลาดครับ หากคุณหลงใหลในหนังอาชญากรรมที่มีสไตล์และสมจริงของผู้กำกับ ไมเคิล มานน์ เราขอแนะนำ: Q: หนังเรื่องนี้เหมือนกับซีรีส์ทีวีในยุค 80s ไหม? A: ไม่เหมือนเลยแม้แต่น้อยครับ! และนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องรู้ ซีรีส์ทีวีเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมป๊อปที่สดใสและสนุกสนาน แต่หนังเรื่องนี้คือ “ดราม่า-อาชญากรรม” ที่ดาร์ก, ดิบ, และสมจริงอย่างสุดขั้ว พวกเขาใช้แค่ชื่อตัวละครและพล็อตพื้นฐานเท่านั้น Q: ทำไมบทพูดในเรื่องถึงฟังยากจัง? A: เป็นความตั้งใจของผู้กำกับครับ เขาต้องการความสมจริง ในสถานการณ์จริง คนเรามักจะพูดพึมพำ, ใช้ศัพท์เฉพาะทาง, และพูดทับกัน มันถูกออกแบบมาเพื่อให้เรารู้สึกเหมือนกำลังแอบฟังพวกเขาคุยกันจริงๆ ไม่ใช่กำลังฟังบทภาพยนตร์ที่ถูกขัดเกลามาอย่างดี Q: หนังเรื่องนี้เป็นหนังแอ็คชั่นบู๊ล้างผลาญหรือเปล่า? A: มีฉากยิงปืนที่สมจริงและดุเดือดที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ แต่โดยรวมแล้วมันคือ “หนังทริลเลอร์-อาชญากรรม” ครับ จะมีช่วงที่ดำเนินเรื่องช้าๆ เพื่อสร้างบรรยากาศและเล่าเรื่องการสืบสวน แต่เมื่อถึงฉากแอ็คชั่น มันจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรงและสมจริง บทสรุป: Miami Vice (2006) คือผลงานที่อาจจะไม่ถูกใจทุกคน แต่มันคือมาสเตอร์พีซของ “สไตล์” และ “บรรยากาศ” จากฝีมือของผู้กำกับระดับปรมาจารย์ หากคุณเป็นแฟนตัวยงของ ไมเคิล มานน์ หรือชื่นชอบหนังอาชญากรรมที่ดิบเถื่อนและสมจริง… นี่คือหนังที่คุณต้องดูนักแสดงนำและผู้กำกับ
โปสเตอร์หนัง



รีวิวและบทวิเคราะห์
ภาพยนตร์ที่คล้ายกัน
คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
