ดูหนัง 28 Days Later (2002) 28 วันให้หลัง เชื้อเขมือบคน
ลองจินตนาการว่าคุณตื่นขึ้นมาจากโคม่า แล้วพบว่าทั้งเมือง… ไม่สิ ทั้งประเทศ… ได้ล่มสลายไปแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของ 28 Days Later ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของผู้กำกับรางวัลออสการ์ แดนนี่ บอยล์ (Trainspotting, Slumdog Millionaire) ที่จะทำให้การ “ดูหนัง” แนวซอมบี้ของคุณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นี่คือภาพยนตร์ที่เปลี่ยนจากความสยองขวัญแบบเนิบนาบ มาเป็นความระทึกขวัญที่ดิบเถื่อนและบ้าคลั่ง!
เรื่องย่อ
กลุ่มนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์ได้บุกเข้าไปในห้องทดลองวิจัยแห่งหนึ่งและปลดปล่อยลิงชิมแปนซีที่ติดเชื้อไวรัสปริศนาออกมา โดยไม่สนใจคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์… เชื้อไวรัสนั้นคือ “Rage” (เชื้อคลั่ง) ที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางเลือดและน้ำลาย และเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นอสูรกายผู้หิวกระหายการฆ่าฟันภายในเวลาไม่กี่วินาที 28 วันให้หลัง… จิม (คิลเลียน เมอร์ฟี) หนุ่มส่งของทางจักรยาน ตื่นขึ้นมาจากโคม่าในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในลอนดอน เขาพบว่าทั้งโรงพยาบาลว่างเปล่า… เขาเดินออกมาสู่ท้องถนน และได้พบกับภาพที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต… มหานครลอนดอนที่เคยพลุกพล่าน บัดนี้กลับเงียบสงัดและร้างไร้ผู้คน
แต่ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลง เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับ “ผู้ติดเชื้อ” (The Infected) มนุษย์ที่ถูกเชื้อไวรัสคลั่งเข้าครอบงำ พวกมันไม่ได้เดินโซเซอย่างเชื่องช้า แต่กลับวิ่งเข้าใส่เหยื่อด้วยความเร็วสุดชีวิต! จิมได้รับการช่วยเหลือจาก เซลีน่า (นาโอมี แฮร์ริส) หญิงสาวผู้แข็งแกร่ง และผู้รอดชีวิตอีกกลุ่มหนึ่ง พวกเขารวมตัวกันเดินทางข้ามประเทศที่ล่มสลาย เพื่อตามหา “ความหวัง” จากสัญญาณวิทยุของทหารที่อ้างว่ามีที่หลบภัยและ “ทางรักษา” รออยู่ แต่การเดินทางครั้งนี้ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนที่น่ากลัวที่สุด… นั่นคือในโลกที่ไร้ขื่อแป บางครั้ง “มนุษย์” ที่รอดชีวิตด้วยกัน ก็อาจจะน่ากลัวกว่าผู้ติดเชื้อเสียอีก
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
28 Days Later คือหนังที่เปลี่ยนเกมของแนวซอมบี้ไปอย่างสิ้นเชิง ⭐ 6/10 ภาคต่อเข้าโรงไปจนจะออกแผ่นแล้วนะครับ ผมว่าจะไปดูแต่ก็พลาดไป ก็ไม่เป็นไรครับ รอดูที่บ้านแล้วกัน เนื้อหาง่ายมาก คอหนังซอมบี้คงคุ้นเคย เปิดเรื่องมาก็เล่าถึงกลุ่มนักอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่ต่อต้านการจับสัตว์ไปทดลองในแล็ป เลยแอบเข้าห้องแล็ป ปล่อยลิงในห้องทดลองลับแห่งหนึ่งออกมา แต่หารู้ไม่ว่าลิงทั้งฝูงติดเชื้อโรคร้ายที่จะส่งผลให้ใครก็ตามที่โดนกัด กลายเป็นสัตว์กระหายเลือด ไล่กัดกินคนดั่งซอมบี้ และพวกเขาก็โดนมันกัด! ชัวร์ครับ เชื้อร้ายแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว (เพราะผู้ถูกกัดจะกลายสภาพภายใน 10- 20 วินาทีเท่านั้น) แล้วคนที่โดนกัดก็ไปกัดชาวบ้านต่อ ทีนี้เชื้อร้ายลามไปยิ่งกว่าไฟลามทุ่งอีก แล้วหนังก็ตัดชึ้บมาเล่าถึงเหตุการณ์อีก 28 วันให้หลัง แนะนำตัวเอกที่ชื่อ จิม (Cillian Murphy) ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาลที่ร้างผู้คน มีแต่ซากกาทำลายเกลื่อนกลาดไปหมด แล้วเขาก็ออกมาเดินถนนข้างนอก ออกสำรวจลอนดอนที่เข้าอาศัยก็พบว่ามันกลายเป็นเมืองร้างไร้ผู้คน เขาพยายามตะโกนเรียกหวังว่าจะมีใครสักคนหลงเหลือ แต่พอเขาได้เจอผู้รอดชีวิตเท่านั้นแหละเขาแทบจะอยากให้ตัวเขาเหลืออยู่เพียงผู้เดียว เพราะคนรอดที่เหลือติดเชื้อหมดเรียบครับ จิมเลยต้องวิ่งหนีแทบตาย หาคนที่ยังไม่ติดเชื้อแล้วหนีไปยังที่ห่างไกล แต่พวกเขาจะรอดไปได้หรือไม่ หนังแนวซอมบี้นี่แทบจะเงียบหายไปนานนะครับ จะว่าไปเรื่องนี้ก็ถือว่ามาปลุกกระแสอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน เพราะหลังจากนั้นมาไหนจะ Dawn of the Dead รีเมคก็นำทัพมาอีกเพียบ รวมถึง 28 Weeks Later อีกหนึ่งเรื่อง ก็ไม่น่าแปลกที่จะดังเพราะหนังมันทำได้ดีน่ะครับ ครบสูตรหนังซอมบี้ เพราะ Alex Garland คนเขียนบทก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสารพัดหนังซอมบี้ผีลืมหลุม ไม่ว่าจะหนังชุด The Living Dead ของ George A. Romero, The Day of the Triffids หนังที่สร้างจากนิยายของ The Day of the Triffids ว่าด้วยมนุษย์โลกที่ต้องเผชิญกับพืชกลายพันธุ์สุดสยองที่ไล่ฆ่า และ The Omega Man หนังเก่าที่แสดงนำโดย Charlton Heston ในบทมนุษย์คนสุดท้ายบนโลกที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากเหล่าประชากรโลกที่ตัดเชื้อจนกลายเป็นสัตว์กระหายเลือด (ซึ่งก็คืออันเดียวกับที่เอามารีเมคเป็น I Am Legend ที่ Will Smith แสดงนำนั่นแหละครับ) องค์ประกอบทั้งหลายถูกรวมกันแล้ว Garland ก็จัดการปรุงจนเป็นบทหนังเรื่องนี้ แต่จุดที่ทำให้เรื่องนี้มีรสชาติไม่เหมือนหนังซอมบี้ก่อนหน้านี้ก็เพราะ ตามปกติหนังแนวนี้จะเป็นการเผชิญหน้ากับซอมบี้ในพื้นที่จำกัด เช่น ในบ้านหลังหนึ่ง หรือไม่ก็ห้างสรรพสินค้า ที่ซึ่งตัวละครทั้งหลายรอดชีวิตแล้วก็ต้องมาตั้งป้อมรับมือกับซอมบี้ที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ แต่กับ 28 นี่ไม่ใช่ครับ เพราะมันตระเวนกันทั้งลอนดอน ทั้งเกาะอังกฤษเลย ถือเป็นการสร้างแนวทางใหม่เหมือนกันนะฮะ มันสยองแบบเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ ซ้ำซอมบี้ยังอาจแฝงกายอยู่ที่ไหนก็ได้ มาเมื่อไหร่ก็หลวงพ่อโกยท่าเดียว ความสนุกตื่นเต้นจึงมาเรื่อยๆ แม้แต่ฉากที่พวกตัวละครเดินทางไปที่ต่างๆ แม้จะไม่มีซอมบี้ความสยองก็ยังแผ่ซ่าน เพราะไม่มีซอมบี้และไม่มีคนเช่นกัน ถนนหนทางโล่งโถงจนน่าหวาดผวา แล้วการที่หนังใช้กล้องดิจิตอลถ่ายทำก็ยิ่งทำให้อารมณ์มันเหมือนจริงยิ่งขึ้นไปอีก ดารานำแสดงนั้นหน้าตาไม่คุ้นเท่าไหร่ในตอนนั้นนะครับ ไม่ว่าจะ Murphy, Naomie Harris ในบทเซเลน่า สาวแกร่งที่ร่วมเดินทางไปกับจิม, Brendan Gleeson ที่รับบทเป็นแฟรงค์ชายหนุ่มลูกติดที่หาทางพาลูกหนีไปจากแผ่นดินสยองแห่งนี้ รายนี้ก็สร้างอารมณ์ให้หนังได้พอสมควรล่ะครับ จริงๆ เริ่มแรกดาราที่จะมาเล่นเนี่ย ดังนะครับ มีการติดต่อ Leonardo DiCaprio แล้วก็ Ewan McGregor ให้มารับบทจิม (ทั้งสองต่างก้เคยร่วมงานกับ Boyle มาแล้วทั้งคู่) แต่ก็บอกผ่านไปหมดครับ เหมือนกับ Tilda Swinton ที่โดนวางตัวให้มาแสดงเป็นเซเลน่า และ Robert Carlyle ในบทผู้พันเฮนรี เวสต์ เห็นไหมครับมีชื่อทั้งนั้นเลย แต่ทว่าทุกคนต่างก็มีภารกิจติดพัน ทีนี้ทีมงานเลยได้ไอเดีย เอาดาราหน้าไม่คุ้นมาน่ะแหละดีแล้ว มันจะทำให้หนังดูน่าเชื่อ น่าคล้อยตามได้ง่ายกว่า เพราะเราไม่ติดกับภาพลักษณ์ดาราไงครับ ยิ่งหนังถ่ายด้วยกล้องมือถืออีก ก็ไปกันใหญ่ล่ะ ดูจริงจังกันไปเลย แล้วดาราที่ว่าหน้าไม่คุ้นแต่ฝีมือการแสดงหายห่วง งานนี้ Boyle แก้มือได้ดีครับ หลังจากไปไม่ได้สวยเท่าไหร่จาก The Beach ที่โกยคำบ่นจากบ้านเราไปกระบุงกว่า การจับงานสยองรอบนี้ไม่ผิดหวัง หนังสนุกตื่นเต้นชนิดที่คอหนังซอมบี้ชื่นชอบได้ไม่ยาก ซ้ำยังใส่กฎใหม่ว่าหนังแนวนี้ไม่ต้องถูกต้อนเข้าพื้นที่ปิดล้อมอีกต่อไป ซ้ำยังสยองได้ที่อีกด้วย สิ่งหนึ่งที่ต้องชมในหนังคือการถ่ายภาพกรุงลอนดอนที่ร้างผู้คน ซึ่งในเรื่องนี่ถ่ายจากที่จริงนะครับทีมงานต้องยกกันไปถ่ายตอนเช้ามืดที่ไม่ค่อยมีคน แล้วก็ถ่ายเอา คอยกันคนออกจากฉาก แล้วกว่าจะได้ภาพอย่างที่เห็นในหนังน่ะไม่ได้ถ่ายรวดเดียวแล้วได้เลย 28 Days Later ต้องถ่ายทีละนิดทีละหน่อย เพราะการจะกันคนมันทำนานมากไม่ได้ อีกทั้งแสงก็ต้องระดับเดียวกับที่ถ่ายไว้อีก เลยใช้เวลาหลายวันกว่าจะได้ฉากลอนดอนร้างผู้คนที่เราเห็นในเรื่องแค่ไม่กี่นาทีน่ะ และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ใช้กล้องดิจิตอลแทนกล้อง 35mm จะได้เคลื่อนที่ได้ง่าย ขืนใช้กล้องถ่ายหนังล่ะ ไหนจะตั้งกล้องอะไรก็ไม่ไหวกันพอดี เป็นหนังซอมบี้ที่ผมชอบอีกเรื่องนะครับ เดินเรื่องน่าติดตาม ช่วงที่จิมเดินไปเดินมาเพียงลำพังนี่ยังกับเล่มเกมแน่ะ คอยลุ้นว่าจะมีตัวอะไรโผล่มายามไหน แล้วที่ขาดไม่ได้คือสาระประจำหนังของ Boyle ที่ว่า “ความแปรปรวนของอารมณ์มนุษย์นี้เอง ที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด” ซึ่งมันจริงครับ จะไวรัสชนิดไหนก็เหอะ เจออารมณ์บ้าๆ บอๆ ของมนุษย์ที่คุมตัวเองไม่อยู่เข้า เป็นอันกระเจิงได้เหมือนกัน หรือแม้แต่อาวุธนิวเคลียร์ทรงพลานุภาพ ล้างโลกได้ทั้งใบ มันจะกลายสภาพเป็นเสาตกน้ำมันธรรมดาทันที หากมนุษย์รู้จักควบคุมอารมณ์ โทสะ โมหะ โลภะของตนเอง อยู่อย่างพอเพียง พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย ให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกันความสงบสุขจะหนีจากเราไปได้อย่างไรล่ะจริงไหมครับ แต่ก็เฮ่อน่ะ โอกาสจะเป็นเช่นนั้นได้ยากว่าน้ำท่วมโลกซะอีก เพราะคนเราชอบปล่อยให้อารมณ์เป็นนายจ้างควบคุมทิศทางชีวิตอยู่ร่ำไป ในหนังก็มีครับ อ้า มีสปอยล์หน่อยนะครับ ข้ามด่วนไปอ่านดาวเลยหากไม่อยากทราบหากท่านไม่ทราบเรื่องน่ะ ในเรื่องนั้นตอนท้ายพวกพระอเกจะเดินทางไปเจอกับพวกทหารที่ยังเหลือรอดอยู่ ตอนแรกก็ตอนรับดี แต่ที่ไหนได้ พอเห็นสาวๆ ก็เกิดอยากระทำชำเราตามสัญชาตญาณคน จนพระเอกต้องหาทางต่อสู้และช่วยพวกเธอออกมา อันนำมาสู่คำถามว่าเจ้าพวกซอมบี้กับทหารกลัดมันเหล่านี้ใครน่ากลัวกว่ากัน เปรียบเทียบได้เลยนะครับ พวกวอมบี้หรือคนที่ติดเชื้อนี่ ถือว่าขาดสติตายไปแล้วน่ะว่างั้นเถอะ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีน่ะไม่มีอีกแล้ว ทำแต่สิ่งที่สัญชาตญาณเรียกร้องนั่นคือหาอาหารมาเสพประทังชีวิตเท่านั้น ซอมบี้พวกนี้ชวนสยองและน่ารังเกียจจริง แต่หากมองลึกๆ แล้ว พวกนี้ทำเพราะไม่เหลือสติกลั่นกรองอีกต่อไป ตรงกันข้ามกับพวกทหารที่หมายมั่นจะปล้ำสาวๆ ในเรื่อง คนเหล่านี้มีนะครับสติน่ะ มีติดตัวเหมือนหูตาคอจมูก ยังมีความเป็นคน มีความคิดความอ่าน แต่กลับไมควบคุม ปล่อยตัวเองให้ทำตามสัญชาตญาณดิบทำสั่งเลวร้ายลงไป แล้วจะต่างอะไรกับซอมบี้กันล่ะครับ พอมองย้อนมาโลกความจริง 28 Days Later พวกคนที่ทำตัวเหมือนทหารในเรื่องก็มีจริงซะด้วย คนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น ทำทุกอย่างแม้แต่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนเพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับตนเอง คนเหล่านี้น่ากลัวไม่แพ้ซอมบี้นะครับ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะมันสามารถแพร่เชื้อได้จริงน่ะสิ เชื้อซอมบี้อาจไม่มีจริงนะครับ แต่เชื้อชั่ว เชื้อเห็นแก่ตัวนี่มันจริง เห็นได้ทั่วไปอาจจะกับเพื่อนเรา เพื่อนร่วมงานแม้แต่ญาติพี่น้องก็ทำกันได้ เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เชื้อพวกนี้แพร่ได้เร็ว และแพร่ใส่คนที่ไร้ภูมิคุ้มกันทางวุฒิภาวะ ทาง EQ และทางอารมณ์ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะตอนที่คนโมโหเอาความหงุดหงิดมาลงใส่เรา แล้วหากเราไปต่อปากต่อคำ ทำอารมณ์ให้ร้อนตาม ก็เสร็จล่ะครับเราติดเชื้อเรียบร้อย แล้วอาจจะนำไปคิดคนอื่น หรือต่อให้คนอื่นไม่ติดก็จะต้องรู้สึกแย่ (ราวกับโดนกัดจนเจ็บปวดจากซอมบี้) ไปเหมือนกัน ลองเทียบดูสิครับ การกัดของซอมบี้เนี่ยเปรียบได้กับการที่เราไปทำร้าย กรีดแทงจิตใจคนอื่น อาจจะโดยการด่า การว่าตำหนิอย่างรุนแรงจนในใจเกิดแผลเหวอะหวะ แล้วถ้าคนนั้นไม่แกร่งพอก็จะติดเชื้อ สุดท้ายก็กัดกันไปกัดกันมา กัดคนอื่นต่ออย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตอนที่ท่านโกรธ อยากทำลายคนอื่น อยากด่าคนอื่นให้หนำใจ อยากทำให้คนอื่นล้มเหลว มันต่างอะไรกับซอมบี้ที่ทำทุกอย่างเพื่อหาเนื้อมาประทังความพอใจของตนเองล่ะครับ ซอมบี้น่ารังเกียจปานใด ท่านในสภาพนั้นก็คงไม่ต่างกันนักหรอก ลองตรองดูดีๆ นะครับ เมื่อท่านฟาดงวงฟาดงา คนก็พากันถอยหนี ไม่ต่างจากคนหนีซอมบี้ที่น่ากลัวหรอก ไม่สายเกินไปหากท่านจะติดภูมิคุ้มกันเชื้อซอมบี้ทางอารมณ์นะครับ จัดการกับมัน ใจเย็น รับมันให้ได้ อย่าไปร้อนตามคนที่มาแพร่เชื้อ หากเขายังไม่หยุดเราก็หยุด ถอยออกมาซะอย่าไปข้องเกี่ยว รอหน่อยให้เขาเย็นลงแล้วค่อยว่ากัน หรือไม่ก็ทำความเข้าใจธรรมชาติของคนหงุดหงิด อย่าไปถือสา เหมือนเราโดนหนามกุหลาบทิ่ม ก็มีคนสองประเภทนะครับ ประเภทแรกโกรธกุหลาบ หาว่าแกจะมีหนามเอามาทิ่มฉันทำไม กับคนอีกแบบที่คิดเข้าใจว่ามันคือธรรมชาติ เราเองก็ประมาทด้วย แทนที่จะหัวฟัดหัวเหวี่ยงก็เอาเวลาไปทำแผลดีกว่า โลกร้อน อากาศก็ร้อน ท่านอาจทำอะไรไม่ได้มาก แต่อย่างน้อยอารมณ์ที่ร้อนท่านก็สามารถรับมือได้โดยการอย่าไปร้อนตามมัน ยิ้มไว้ หากคุณหลงใหลในหนังแนวเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ เราขอแนะนำ: Q: ในเรื่องนี้เป็น ‘ซอมบี้’ จริงๆ เหรอ? A: ตามเทคนิคแล้ว “ไม่ใช่” ครับ และนี่คือจุดสำคัญ พวกเขาคือ “ผู้ติดเชื้อ” (The Infected) ไม่ใช่คนตายที่ลุกขึ้นมาใหม่ พวกเขายังเป็นมนุษย์ที่ติดเชื้อไวรัสคลั่ง สามารถถูกฆ่าได้เหมือนคนปกติ และสามารถอดตายได้ ซึ่งความสมจริงนี้เองที่ทำให้พวกมันน่ากลัว Q: ฉากลอนดอนร้าง ถ่ายทำยังไง? A: ทีมงานต้องถ่ายทำในช่วงเช้ามืดมากๆ เป็นเวลาสั้นๆ โดยได้รับการอนุญาตจากตำรวจให้ปิดถนนสายสำคัญต่างๆ ของลอนดอนชั่วคราว ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายอย่างยิ่งและได้ผลลัพธ์เป็นฉากเปิดที่น่าจดจำที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ Q: หนังเรื่องนี้น่ากลัวมากไหม? A: น่ากลัวมากครับ เป็นความน่ากลัวที่เกิดจากความตึงเครียด, ความรุนแรงที่สมจริง, และการต้องหนีตายอย่างไม่หยุดพัก เป็นหนังทริลเลอร์เอาชีวิตรอดมากกว่าหนังผีเหนือธรรมชาติ บทสรุป: 28 Days Later คือภาพยนตร์สยองขวัญ-เอาชีวิตรอดระดับมาสเตอร์พีซที่ไม่ใช่แค่การฟื้นคืนชีพให้หนังแนวซอมบี้ แต่มันคือการ “ปฏิวัติ” มันคือหนังที่ทั้งดิบ, ฉลาด, และน่ากลัวอย่างถึงที่สุด และเป็นผลงาน “ต้องดู” สำหรับคอหนังทุกคนที่ชื่นชอบความระทึกขวัญนักแสดงนำและทีมงาน
โปสเตอร์หนัง



รีวิวและบทวิเคราะห์: การปฏิวัติหนังซอมบี้
ภาพยนตร์ที่คล้ายกัน
คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
