ดูหนัง The Polar Express (2004) เดอะโพลาร์เอ็กซ์เพรส
ทุกท่าน! เสียงกระดิ่งแว่วมาแต่ไกล… ได้เวลาที่รถไฟขบวนพิเศษจะมารับเราไปสู่ขั้วโลกเหนือแล้ว! The Polar Express คือภาพยนตร์แอนิเมชั่นจากการร่วมมือกันของสองตำนานฮอลลีวูด ผู้กำกับ โรเบิร์ต เซเม็กคิส และนักแสดง ทอม แฮงค์ส ที่จะมาสร้างสรรค์การผจญภัยสุดมหัศจรรย์ในคืนคริสต์มาสอีฟ วันนี้เราจะมา “ดูหนัง” ที่เป็นมากกว่าแค่การ์ตูน แต่คือการเดินทางเพื่อค้นพบ “ศรัทธา” และ “เวทมนตร์” อีกครั้ง
เรื่องย่อ
ในคืนคริสต์มาสอีฟอันเงียบสงบ เด็กชายคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเตียงและเริ่มสงสัยในการมีอยู่จริงของ “ซานตาคลอส” เขาเฝ้ารอคอยเสียงกระดิ่งจากรถเลื่อนของซานต้า แต่สิ่งที่เขาได้ยินกลับเป็นเสียงคำรามของหัวรถจักรไอน้ำ! เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เขาก็ต้องพบกับภาพที่น่าเหลือเชื่อ… รถไฟขบวนสีดำทะมึนที่ชื่อว่า “เดอะโพลาร์เอ็กซ์เพรส” ได้มาจอดอยู่หน้าบ้านของเขา! นายตรวจตั๋ว (ทอม แฮงค์ส) ได้เชื้อเชิญให้เขาขึ้นรถไฟขบวนนี้ ซึ่งกำลังจะมุ่งหน้าสู่ “ขั้วโลกเหนือ” เพื่อไปพบกับซานตาคลอสตัวจริง!
เด็กชายจึงตัดสินใจกระโดดขึ้นรถไฟ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในชีวิตของเขา เขาได้พบกับเพื่อนใหม่ๆ และต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคมากมายระหว่างการเดินทาง ทั้งการไต่ขึ้นภูเขาสูงชัน, การวิ่งข้ามทะเลสาบน้ำแข็งที่กำลังแตกร้าว, และการค้นพบเมืองมหัศจรรย์ของเหล่าเอลฟ์ที่ขั้วโลกเหนือ แต่การเดินทางที่สำคัญที่สุด คือการเดินทางภายในจิตใจของเขาเอง เพื่อค้นหาคำตอบว่า… เขาจะยังคง “เชื่อ” ในสิ่งที่มองไม่เห็นได้หรือไม่ movie24hd
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
นักแสดงนำ (ผู้ให้เสียงและแสดง) และผู้กำกับ
- ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks): คือหัวใจของหนังเรื่องนี้อย่างแท้จริง! เขาใช้เทคโนโลยี Performance Capture ในการสวมบทบาทถึง 5 ตัวละคร! ได้แก่ เด็กชายตัวเอก, นายตรวจตั๋ว, ชายพเนจรบนหลังคา, ซานตาคลอส, และพ่อของเด็กชาย
- ผู้กำกับ: โรเบิร์ต เซเม็กคิส (Robert Zemeckis) ผู้กำกับรางวัลออสการ์จาก Forrest Gump, Back to the Future, และ Cast Away เขานำความหลงใหลในเทคโนโลยีภาพยนตร์มาใช้ในเรื่องนี้อย่างเต็มที่
โปสเตอร์หนัง



รีวิวและบทวิเคราะห์
The Polar Express คือหมุดหมายที่สำคัญของวงการแอนิเมชั่น
- การปฏิวัติทางเทคโนโลยี: นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ที่สร้างด้วยเทคโนโลยี “Performance Capture” อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการจับการเคลื่อนไหวและการแสดงของนักแสดงจริงๆ แล้วนำไปสร้างเป็นตัวละครดิจิทัล ทำให้การเคลื่อนไหวดูสมจริงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
- บรรยากาศคริสต์มาสที่สมบูรณ์แบบ: หนังเรื่องนี้คือ “จิตวิญญาณของคริสต์มาส” ที่ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ทุกองค์ประกอบ ทั้งภาพ, เสียง, และดนตรีประกอบโดย อลัน ซิลเวสตรี ล้วนสร้างบรรยากาศที่มหัศจรรย์และอบอุ่นหัวใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ (โดยเฉพาะฉากเสิร์ฟช็อกโกแลตร้อน!)
- ข้อความที่ลึกซึ้ง: แก่นของเรื่องที่ว่าด้วย “การเชื่อ” นั้นเป็นสากลและทรงพลัง มันสอนให้เรารู้ว่าบางครั้งสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา แต่ต้องสัมผัสด้วยหัวใจ
- IMDb: ให้คะแนน 6.6/10
- Rotten Tomatoes: แม้นักวิจารณ์จะเสียงแตก (56%) ในเรื่องของสไตล์แอนิเมชั่นที่บางคนมองว่าดู “น่ากลัว” ไปบ้าง แต่หนังเรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในแง่รายได้ และได้กลายเป็น “หนังคริสต์มาสคลาสสิก” ที่ทุกครอบครัวต้องเปิดดูซ้ำทุกปี
classicsoncall
⭐ 6/10
โอ้โห ถ้าจะเล่นเป็นสครูจ ดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ฉันอ่านโพสต์แง่ลบทุกเรื่องที่ดู และฉันก็แปลกใจมากที่คนทุ่มเทพลังงานไปกับการวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ตั้งใจให้เป็นความบันเทิงช่วงวันหยุด โดยเฉพาะในยุคนี้ที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าขึ้น เคยมีช่วงเวลาหนึ่งที่ดินเหนียวกำลังเป็นที่นิยม แล้วมันสมจริงขนาดไหน ลองพิจารณาข้อความดูสิ ฉันคงหัวเสียสุดๆ ถ้าโลกนี้ไม่มีเวทมนตร์เหลืออีกแล้ว มันเห็นได้ชัดทุกครั้งที่หลานสาววัยสองขวบของฉันวิ่งเข้ามาในห้องแล้วบอกกาก้า (ก็คือฉันนี่แหละ) ให้ “นั่ง” เพื่อที่เราจะได้เล่นหรือดูหนังแบบนี้ด้วยกัน เรื่องนี้ถึงขั้นฉาย “ซานตี้” แล้วคุณก็ต้องทึ่งเมื่อเด็กธรรมดาๆ นั่งดูอย่างเพลิดเพลินไปกับสีสันและการเคลื่อนไหวที่ฉายในหนังเรื่องนี้ ช่วงหนึ่งในชีวิตผู้ใหญ่ของผม อาจจะมีช่วงหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้ยินเสียงระฆัง แต่ยิ่งอายุมากขึ้น เสียงระฆังก็กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าการได้ยินจะแย่ลงก็ตาม ผมคิดว่าคุณคงเรียกมันว่าเวทมนตร์ของเด็กๆ และคริสต์มาสที่อยู่ด้วยกัน และคุณก็นับผมด้วยตอนที่นายตรวจรถบอกว่า “ขึ้นรถได้แล้ว”
madpenguin
⭐ 8/10
ผมจึงไปดูหนังเรื่องนี้ด้วยความกังวลใจและหวาดกลัวอย่างที่สุด เพราะครั้งสุดท้ายที่ผมไปดูหนังที่ดัดแปลงมาจากนิทานคริสต์มาสเรื่องโปรดของผม ผมได้ดูหนังเรื่อง “The Grinch” ของรอน ฮาวเวิร์ดที่ห่วยแตกสุดๆ ไปเลย ผมโตมากับหนังสือ “The Polar Express” (แม่ผมบอกว่าผมยกให้เป็นของขวัญคริสต์มาสที่ผมชอบที่สุดตอนอายุเจ็ดขวบ) ผมเลยไม่อยากจะเห็นเรื่องนี้ถูกบิดเบือนไปในทางใดทางหนึ่ง จริงๆ แล้ว ผมเตรียมใจไว้แล้วว่า “Polar Express” จะพังพินาศย่อยยับ แต่กลับ…
มันกลับพุ่งทะยาน ทะลุขีดจำกัด สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จไม่ใช่ตัวเนื้อเรื่องเอง แต่เป็นการดำเนินเรื่องที่สามารถแทรกความรู้สึกมหัศจรรย์และเปี่ยมล้นแบบเด็กๆ ลงไปได้ในทุกเฟรม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีลูกเล่นและรายละเอียดปลีกย่อยที่ชาญฉลาดมากมายที่แทรกเข้ามา ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ถึงความลึกลับและความตื่นเต้น ในบรรดาฉากเหล่านี้มีบริกรเต้นรำและร้องเพลงขณะเสิร์ฟช็อกโกแลตร้อนให้เด็กๆ บนรถไฟ (ฉากที่ตลกมากเช่นกัน) โรงงานที่เตรียมของขวัญ และคนจรจัดที่ดูราวกับผีที่ไม่มีใครอธิบายอะไร แต่กลับมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความรู้สึกของภาพยนตร์ มีอยู่ช่วงหนึ่ง เด็กๆ สามคนเดินหลงทางไปตามถนนที่ว่างเปล่าในเมืองขั้วโลกเหนือของซานตาคลอส ขณะที่พวกเขาเดินไปเรื่อยๆ ได้ยินเสียงแผ่นเสียงคริสต์มาสเก่าๆ ดังมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงทั่วเมือง ดนตรีสร้างบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์และชวนให้คิดถึงให้กับฉากนั้น สัมผัสแบบนี้นี่เองที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้สมบูรณ์แบบ
ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมภาพยนตร์ถึงดูเหมือนจะถูกกำหนดให้มีความยาวอย่างน้อย 90 นาที ฉันยอมจ่ายเงินเพื่อดูหนัง 40 นาที ตราบใดที่มันดี และถึงแม้ว่ามันจะแย่ ฉันก็คงเสียเวลาน้อยกว่านี้ สิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อคือ ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหนังสือภาพ 32 หน้าถึงต้องเป็นหนัง 99 นาที นั่นหมายความว่าเรื่องราวดั้งเดิมถูกขยายความออกไปอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามานั้นสอดคล้องกับแก่นแท้และจิตวิญญาณของหนังสือได้เป็นอย่างดี บางส่วนเป็นเพียงความบันเทิงล้วนๆ รางรถไฟราวกับรถไฟเหาะ ตัวละครเล่นสกีอยู่บนหลังคารถ
อันตรายแฝงตัวอยู่ทุกย่างก้าวของการเดินทางไปยังขั้วโลกเหนือ (แต่ยอมรับว่าเป็นภัยอันตรายที่น่าสนุก) แง่มุมอื่นๆ ช่วยอธิบายและขยายแก่นเรื่องของหนังสือเกี่ยวกับคุณธรรมแห่งความเชื่อในสิ่งที่ไม่น่าเชื่อของหนังเรื่องนี้ให้กระจ่างยิ่งขึ้น ผมจึงไม่เข้าใจว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกสร้างเป็นฉบับเต็ม แต่สุดท้ายแล้วผมก็ดีใจที่มันเป็นเช่นนั้น มันไม่ได้ให้ความรู้สึกยาวเกินไปด้วยซ้ำ (และผมคิดว่าทุกอย่างมันยาวเกินไป) มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมายเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตัวละครในภาพยนตร์ ซึ่งผมเห็นด้วยในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะมีรายละเอียดภาพที่น่าทึ่งบนใบหน้า แต่โดยทั่วไปแล้วพวกเขามักจะดูไร้อารมณ์ โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ดูแข็งทื่อเกินไปเช่นกัน ในทางกลับกัน ฉากกลับงดงาม โดยรวมแล้ว ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในแอนิเมชัน (ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องของรสนิยม) ยังไม่เพียงพอที่จะลดทอนความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ลงอย่างแน่นอน คะแนน: 8/10
ภาพยนตร์ที่คล้ายกัน
หากคุณชื่นชอบแอนิเมชั่นคริสต์มาสที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ เราขอแนะนำ:
- A Christmas Carol (2009): ผลงานแอนิเมชั่น Performance Capture อีกเรื่องของผู้กำกับคนเดียวกัน ที่มีความดาร์กและจริงจังกว่า
- Elf (2003) เอล์ฟ ปาฏิหาริย์เทวดาตัวบิ๊ก: หนังคริสต์มาสสุดฮาและน่ารัก ที่ว่าด้วยการเดินทางตามหาจิตวิญญาณคริสต์มาสที่แท้จริง
- How the Grinch Stole Christmas (2000): หนังคริสต์มาสแฟนตาซีอีกเรื่องที่มีงานภาพที่เป็นเอกลักษณ์
คำถามที่พบบ่อย (Q&A)
Q: ทำไมหน้าตาตัวละครในเรื่องถึงดูแปลกๆ เหมือนหุ่น?
A: นั่นคือจุดที่ถูกถกเถียงกันมากที่สุดของหนังเรื่องนี้ครับ! ด้วยเทคโนโลยี Performance Capture ที่ยังใหม่อยู่ในยุคนั้น ทำให้การแสดงออกทางดวงตาของตัวละครอาจจะดูแข็งทื่อไปบ้างสำหรับผู้ชมบางส่วน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Uncanny Valley” (หุบเขาแห่งความประหลาด) แต่ผู้ชมอีกกลุ่มกลับมองว่ามันคือสไตล์ที่ทำให้หนังดูเหมือนฝันและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
Q: จริงเหรอว่า ทอม แฮงค์ส เล่นเป็นหลายตัวละคร?
A: จริงครับ! เขาใช้เทคโนโลยี Performance Capture ในการแสดงเป็นตัวละครหลักถึง 5 ตัว เป็นการโชว์ความสามารถอันน่าทึ่งของเขา
Q: หนังเรื่องนี้เหมาะจะดูในช่วงคริสต์มาสไหม?
A: เหมาะที่สุดเลยครับ! นี่คือหนังคริสต์มาสที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่ง ได้กลายเป็นหนังคลาสสิกประจำเทศกาลสำหรับครอบครัวทั่วโลกไปแล้ว รับรองว่าจะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณของคริสต์มาสแน่นอน
บทสรุป: The Polar Express คือการผจญภัยที่ทั้งงดงาม, น่าตื่นตาตื่นใจ, และอบอุ่นหัวใจ เป็นแอนิเมชั่นคลาสสิกที่จะคอยย้ำเตือนเราทุกคน (ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่) ว่าเวทมนตร์ที่แท้จริงของคริสต์มาสนั้นอยู่ใน “ศรัทธา” ของเราเอง… ตราบใดที่เรายังคงได้ยินเสียงกระดิ่ง