ดูหนัง Clash of the Titans (2010) สงครามมหาเทพประจัญบาน
เตรียมพบกับมหากาพย์สงครามระหว่างมนุษย์และทวยเทพสุดยิ่งใหญ่ กับภาพยนตร์แอ็คชั่นแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ที่หลายคนคุ้นเคย “Clash of the Titans” (2010) หรือในชื่อไทย “สงครามมหาเทพประจัญบาน”
เรื่องย่อ
เรื่องราวเล่าถึง เพอร์ซีอุส (แซม เวิร์ธธิงตัน) บุตรแห่งเทพซุสแต่ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาในฐานะมนุษย์ เขาต้องทนเห็นครอบครัวอันเป็นที่รักต้องล้มตายด้วยน้ำมือของ เฮดีส (เรล์ฟ ไฟนส์) เทพเจ้าผู้ปกครองนรกผู้เคียดแค้น หลังจากที่มนุษย์ชาวเมืองอาร์กอสลบหลู่เหล่าทวยเทพ
เมื่อเฮดีสขู่ว่าจะปลดปล่อยอสูรกายทะเลในตำนานอย่าง “คราเคน” ออกมาทำลายล้างเมืองอาร์กอสให้สิ้นซาก หากเจ้าหญิงแอนโดรเมดาไม่ถูกสังเวย เพอร์ซีอุสผู้สิ้นหวังและไม่เหลืออะไรจะเสีย จึงอาสานำทัพเหล่านักรบผู้กล้าหาญออกเดินทางสู่ภารกิจสุดอันตรายเพื่อหาหนทางปราบคราเคนและโค่นล้มอำนาจของเฮดีส
การเดินทางครั้งนี้ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับอสูรกายและปีศาจในตำนานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเมดูซ่าผู้มีสายตาเป็นหิน, แมงป่องยักษ์ และชะตากรรมที่เขาไม่เคยล่วงรู้ในฐานะ “ครึ่งเทพครึ่งมนุษย์” เพอร์ซีอุสต้องยอมรับในสายเลือดแห่งเทพของตนเองและสร้างตำนานบทใหม่ขึ้นมาด้วยสองมือ
อ่านรีวิวก่อน ดูหนัง
“Clash of the Titans” (2010) คือภาพยนตร์ที่รีเมคมาจากต้นฉบับปี 1981 โดยเน้นการยกระดับฉากแอ็คชั่นและสเปเชียลเอฟเฟกต์ให้ยิ่งใหญ่ตระการตาตามแบบฉบับหนังบล็อกบัสเตอร์สมัยใหม่ ⭐ 8/10 การรีเมคหนังแค่เพื่อปรับปรุงเอฟเฟกต์พิเศษมันผิดไหม? ฮอลลีวูดดูเหมือนจะไม่คิดอย่างนั้น ฉากเคลย์เมชั่นและสต็อปโมชั่นสุดคลาสสิกในสมัยก่อนเป็นสิ่งแรกๆ ที่เรานึกถึงเมื่อพูดถึงหนังตำนานเทพปกรณัม แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่ามันจะออกมายอดเยี่ยมขนาดไหนถ้าได้รับการปรับปรุง ใครก็ตามที่เคยอ่านตำนานเทพปกรณัมจะรู้ว่าทุกเรื่องล้วนมีสัดส่วนที่ยิ่งใหญ่อลังการ และที่ว่ามหากาพย์ ผมไม่ได้หมายถึงแค่ฉากต่อสู้เท่านั้น…ผมกำลังมองไปยังเส้นเวลาจริงมากกว่า หนังสือแต่ละเล่มมักจะเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของชายคนหนึ่งที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายที่กินเวลายาวนาน ดังนั้น ปกติแล้ว พออ่านไปได้ครึ่งเรื่อง คุณจะเริ่มพูดกับตัวเองว่า “ผู้ชายคนนี้จะทนได้มากกว่านี้อีกแค่ไหน?” ซึ่งผมคิดว่านั่นแหละคือจุดที่หนังเรื่องนี้ล้มเหลว ผมไม่ได้รู้สึกเกลียดชังเทพเจ้าเหล่านี้ ผมไม่ได้รู้สึกว่าต้องดับความกระหายในการแก้แค้นของตัวเอง ผมไม่ได้รู้สึกสงสารเพอร์ซีอุส ตัวละครหลักเลย… เพราะผมรู้สึกว่าตัวละครหรือเนื้อเรื่องของเขาไม่มีมิติอะไรเลย หนังเรื่องนี้เน้นฉากแอ็กชั่นมากเกินไป ต่างจากเนื้อเรื่อง… ซึ่งควรจะอลังการงานสร้างใช่ไหม? แต่ใช่ ฉากแอ็กชั่นมันยอดเยี่ยมมาก ฉากที่มีเมดูซ่ากับคราเคนก็สุดยอดมาก แต่นั่นแหละคือทั้งหมดที่ผมมีให้กับหนังเรื่องนี้ มันให้ความรู้สึกว่างเปล่า การเปลี่ยนฉากแอ็กชั่นแต่ละฉากแย่มาก จะเห็นได้เลยว่าผู้กำกับพยายามอย่างเต็มที่ที่จะทำให้เรารู้สึกอินไปกับตัวละครเหล่านี้ ด้วยการใส่บทพูดที่น่าสงสารเข้าไปสักหนึ่งหรือสองบรรทัด และเนื่องจากเรากำลังพูดถึงเรื่องบทพูด… มันเลยแย่มาก ไม่มีอารมณ์ร่วมเลย มุกตลกเล็กๆ น้อยๆ ก็ดูจืดชืดไปหมด เหมือนกับว่าไมเคิล เบย์เป็นคนเขียนบทพูดขึ้นมา สรุปก็คือ นี่เป็นหนังแอ็กชั่นธรรมดาๆ ทั่วๆ ไป… อย่างดีที่สุด นี่ไม่ใช่หนังที่คุณจะเอามาเล่าให้เพื่อนฟังในวันถัดไปอย่างแน่นอน ฉากแอ็คชั่นมันดีมาก เนื้อเรื่องจืดชืด บทสนทนาก็อ่อนปวกเปียก…ทุกอย่างที่ผมไม่คิดว่าจะอลังการเลย อีกอย่าง เรื่องนี้สำคัญมากสำหรับคนที่งบน้อย นี่เป็นครั้งแรกที่ผมพูดแบบนี้ แต่ขอร้องอย่าดูหนังเรื่องนี้แบบ 3 มิติเลย มันสิ้นเปลืองเงินมหาศาล คุณจะรู้สึกพึงพอใจแบบเดียวกันถ้าได้ดูแบบ 2 มิติปกติ…เชื่อผมเถอะ การสร้างหนังเรื่องนี้แบบ 3 มิติมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย นอกจากการควักเงินทุกบาททุกสตางค์ที่หาได้จากหนังแอ็คชั่นทั่วๆ ไป ⭐ 8/10 จากที่ครั้งหนึ่ง ภาพยนตร์แฟนตาซีผจญภัยอิงตำนานทวยเทพกรีกเรื่อง Clash of the Titans (1981) ได้เคยสร้างความนิยมให้กับผู้ชมในสมัยนั้น อีกยี่สิบปีต่อมาจึงได้เกิดความพยายามนำงานชิ้นนี้มารีเมค ทว่าการเข็นมันออกมาเป็นบทหนังที่จูงใจได้มากพออนุมัติงบสร้างเป็นไปอย่างยากลำบาก มีการปรับเปลี่ยนโทนกับเนื้อหาอยู่หลายตลบ คนรับหน้าที่ดูแลก็ผ่านมาผ่านไป จนกระทั่งในปี 2008 โครงการนี้จึงมีทิศทางที่ชัดเจนในที่สุดเมื่อผู้กำกับ หลุยส์ เลอแตร์ริเยร์ ซึ่งเป็นแฟนตัวยงของหนังต้นฉบับเข้ามากุมบังเหียน “ผมรักหนังต้นฉบับมาก ผมโตมากับหนังเรื่องนั้น” เลอแตร์ริเยร์กล่าว “แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากทำซ้ำแบบเดิม ต้องมีฉีกกรอบออกไปซะหน่อย” แม้จะยังยึดตามโครงเรื่องเก่าอันว่าด้วย เพอร์ซีอุส บุตรกึ่งมนุษย์แห่งเทพซูสที่ต้องออกไปฝ่าภยันตรายต่อกรกับสิ่งมีชีวิตอันน่าสะพรึงเพื่อช่วยชีวิตเจ้าหญิง ทว่ารายละเอียดปลีกย่อยนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปแทบสิ้น กลายมาเป็นสถานการณ์อันตึงเครียดระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้าท่ามกลางความเสื่อมถอยของศรัทธาเมื่อเหล่าเทพมุ่งหมายลงทัณฑ์ปุถุชนที่เหิมเกริม และเพอร์ซิอุสคือคนที่ต้องยุติหายนะทุกด้านให้ทันท่วงที งานนี้มีการประเคนทุนสร้างให้ใช้สอยมากถึง 125 ล้านดอลลาร์เพื่อผลักดันความโดดเด่นทางด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิคเป็นจุดขายหลัก และก็เพื่อให้อลังการสมกับการเป็นหนังสงครามมหาเทพประจัญบาน บรรจุไว้ซึ่งสิ่งมีชีวิตในตำนานจากงานต้นฉบับที่ผู้ชมทั่วไปรู้จักดีอย่าง เมดูซ่า, คราเค่น และม้าเปกาซัส แบบครบครัน กระนั้นสิ่งแรกๆ ที่เลอแตร์ริเยร์ทำก็คือรวบรวมทีมนักแสดงดังไว้มากมายโดยเฉพาะในรายของ เลียม นีสัน ในบทซูส และ เรฟ ไฟน์ส ในบทเฮดีสซึ่งได้มีบทบาทเพิ่มจากหนังต้นฉบับมากนัก “อย่างแรกเลยคือผมต้องสาบานกับพวกเขาว่าจะไม่ให้พวกเขาต้องสวมเสื้อคลุมยาวๆ อย่างกับชาวโรมัน” ผู้กำกับเผยเบื้องหลังการทาบทาม “และอย่างที่สองก็คือเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้ามามีส่วนร่วมด้วยมากๆ ให้พวกเขาได้รับรู้ไอเดีย ให้ได้เห็นคอนเซปต์ตัวละคร” และด้วยความนิยมชมชอบมังงะในตำนานอย่าง Saint Seiya เลอแตร์ริเยร์จึงนำไอเดียเกราะสีสันประกายวิบวับสง่างามมาเสริมแต่งให้เหล่าเทพในหนังของตัวเองกันไปเลย ขณะเดียวกัน ในบทคู่พระนางได้มีการเลือกสองนักแสดงหนุ่มสาวที่กำลังมาแรงในตอนนั้นอย่าง แซม เวิร์ทธิงตัน มารับบทเพอร์ซีอุส คู่กับ เจ็มม่า อาร์เทอร์ตัน ในบทไอโอ ซึ่งไม่มีอยู่ในหนังฉบับเก่า แล้วก็สมทบเข้าไปด้วย แมดส์ มิคเคลเซ่น, เจสัน เฟลมมิ่ง, เลียม คันนิ่งแฮม และ อเล็กซา ดาวาลอส “ถ้าเทียบกับตอนถ่าย Terminator (Salvation) เรื่องนี้ยากกว่าเยอะ” เวิร์ทธิงตันยอมรับ “ไอ้ผมก็หลงเข้าใจว่ามันจะง่ายเหมือนปอกกล้วย นึกว่าแค่ใส่ชุดแล้ววิ่งไปวิ่งมา ที่ไหนได้ล่ะ ต้องใช้พลังเยอะมาก แล้วไปถ่ายกันแต่ละที่ก็โหดสุดๆ” ประสบความสำเร็จอย่างดีกับการทำเงินทั่วโลกกว่า 493 ล้านดอลลาร์ชนิดสวนทางกับคำวิจารณ์ที่ติดตัวแดง เนื่องจากหนังเรื่องนี้เน้นที่ความมันส์ ความเวอร์วังเข้าว่า ต่อให้มีส่วนที่ถูกจับผิดได้มากมาย ก็อาศัยซีจีไอสวยๆ ตัวละครดีไซน์โดดเด่นมาเบี่ยงเบนความสนใจให้ผู้ชมทั่วไปรับรู้เพียงความบันเทิงเต็มขั้นจนสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแบบเกม God of War ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานอันโด่งดังของเวิทร์ธิงตันในช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ของเขา ในส่วนของการผจญภัย แอ็คชัน Effect สัตวประหลาดและอภินิหารของเหล่าทวยเทพถือว่าน่าพอใจออกแบบได้ไม่เลว ทำออกมาสวย อย่างห้องโถงในวังของเทพซุสก็ดูสว่างสดใส เปี่ยมรัศมีเทพ หรือสถานที่ต่างๆ ที่เพอร์ซุส (Sam Worthington) ไปผจญภัยก็ดูอลังการตามสมควร ยิ่งตอนท้ายไคลแม็กซ์การมาของคราเคนก็น่าตื่นตาไม่น้อย เนื้อหาจริงๆ ก็ดูน่าสนใจในตอนต้นเมื่อเราได้รับรู้ตำนานที่มาที่ไปของกำเนิดโลก รู้ว่าอะไรคือไททัน ใครคือซูส (Liam Neeson) โพเซดอน (Danny Huston) และเฮดีส (Ralph Fiennes) พร้อมทั้งปมที่มาของการอาละวาดล้างผลาญมนุษย์ตามคำสั่งของซูส ดูแล้วก็สะกิดใจในความเจ้าอารมณ์และใจร้อนของเหล่าทวยเทพเหมือนกันนะครับ มันชวนให้คิดว่าเหล่าเทพในตำนานของแต่ละแห่งนั้น ก่อร่างสร้างขึ้นมาจากรูปแบบความเชื่อ อีกทั้งลักษณะการคิดของมนุษย์ชนชาตินั้นๆ ว่าง่ายๆ คือเทพตามตำนานของชาติต่างๆ ก็สะท้อนตัวตนของชาตินั้นๆ ได้พอสมควร สาระประการในหนัง นอกจากจะสะท้อน “ที่มาอันแท้จริงของทวยเทพตามตำนาน” ยังสะท้อนแง่มุมการเป็นผู้นำ ซึ่งเหล่าเทพกับผู้นำทั้งหลายควรตระหนักว่าการขยับตัวทำอะไรนั้นไม่ว่าจะเล็กใหญ่ก็ตาม มันสามารถส่งผลกระทบมาถึงคนทั่วไปได้เสมอ ทำเข้าท่าผลมันก็อาจจะเข้าท่า แต่หากทำอะไรเอาแต่อารมณ์ เห็นแก่ตัวเองเข้าว่า ฯลฯ หายนะก็เกิดขึ้นตามมาได้ในหลายๆ หย่อมหญ้า สิ่งที่หนังแสดงตัวมาตั้งแต่ออกทีเซอร์ตัวอย่างแรกๆ ก็คือการแสดงทัศนะตั้งคำถามต่อเทพเจ้า รวมถึงแนวคิดการปลดปล่อยอิสระให้กับมนุษย์ ซึ่งในหนังก็ยังกระซิบเล็กๆ ให้คนเราอย่ายอมแพ้ต่อโชคชะตา อย่าพึ่งพาแต่สิ่งเหนือธรรมชาติ (หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์) เกิดเป็นต้องพึ่งตนให้ได้ซะก่อน เหล่านั้นคืออะไรที่สมองทำงานต่อหลังจากดูหนังเสร็จ แต่หากว่ากันถึงตัวหนังแล้ว อย่างที่บอกครับว่ามีดีเรื่อง Effect ละลานตา ด้านการผจญภัยก็ตอบสนองความตื่นเต้นเล็กๆ น้อยๆ แต่โดยรวมแล้วหนังก็ยังไม่ถึงขั้นสุด ด้านเนื้อหาก็ยิ่งโล่งโถง จนความรู้สึก “เฉยๆ” ก่อตัวตั้งแต่หนังยังไม่จบดี และลองว่าเฉยตั้งแต่ในเรื่อง จนจบเรื่องก็คงไม่ต้องบรรยายว่ารู้สึกอย่างไร เรียกว่าบทเบา, ไม่เกิดความผูกพันต่อตัวละคร แม้จะตายกันไปมากแค่ไหนก็ตาม, การเดินเรื่องก็มีแก่นที่ไม่ใช่ “ทำเพื่อความสงบของโลก” แต่มันให้อารมณ์เหมือน “กู้โลกจากเหล่าเทพวัยหมดประจำเดือนที่หงุดหงิดง่ายเป็นบ้า” ดีกรีความอร่อยสำหรับผมน้อยลงพอตัว แต่ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ขอชมเหล่าดาราครับ โดยเฉพาะรุ่นใหญ่อย่าง Neeson และ Fiennes ที่เหมาะกับบทมากๆ เล่นดีอย่างแรง แล้วหน้าตาก็สมเป็นพี่น้องกันสุดๆ ยกนิ้วให้คนแคสติ้งเลยครับเลือกได้เยี่ยมมากๆ ยอมรับว่าระหว่างดูแม้บทจะไม่อร่อย แต่อย่างน้อยได้เห็นนักแสดงขั้นเทพมาแสดงเป็นเทพได้อย่างเทพ อย่างน้อยก็ดูเอาเพลินๆ ได้ และย้ำเตือนตนเองด้วยว่าไม่ควรทำสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำอะไรให้ใครเดือดร้อน เพราะถ้าทำให้ใครเหลืออดมากๆ ต่อให้เป็นเทพก็อวสานความเมพได้เหมือนกัน หากคุณชื่นชอบหนังแอ็คชั่นแฟนตาซีที่สร้างจากตำนานเทพเจ้าสุดอลังการ ลองหาเรื่องเหล่านี้มาชมต่อได้เลย: Q: หนังเรื่องนี้เหมือนหรือแตกต่างจากเวอร์ชั่นปี 1981 อย่างไร? A: แตกต่างกันพอสมควรครับ เวอร์ชั่น 2010 เน้นความจริงจัง ดุดัน และฉากแอ็คชั่นที่รวดเร็ว ในขณะที่เวอร์ชั่น 1981 จะมีความคลาสสิกและแฟนตาซีมากกว่า โดยใช้เทคนิคสตอปโมชั่นในการสร้างเหล่าอสูรกายซึ่งเป็นเสน่ห์สำคัญของยุคนั้น นอกจากนี้เวอร์ชั่นใหม่ยังตัดตัวละครบางตัวออกไป เช่น นกฮูกกลไก “บูโบ” แต่ก็มีการใส่เข้ามาเป็นมุกตลกเล็กๆ ให้แฟนเก่าได้หายคิดถึง Q: ประโยค “Release the Kraken!” (จงปล่อยคราเคน!) มาจากหนังเรื่องนี้ใช่หรือไม่? A: ใช่ครับ! ประโยคนี้พูดโดย เลียม นีสัน ผู้รับบทซุส และได้กลายเป็นประโยคฮิตติดปากและถูกนำไปใช้เป็นมีม (Meme) อย่างแพร่หลายบนโลกอินเทอร์เน็ต จนอาจจะโด่งดังกว่าตัวหนังเองเสียอีก Q: เนื้อเรื่องในหนังตรงตามตำนานเทพเจ้ากรีกเป๊ะๆ หรือไม่? A: ไม่เป๊ะครับ หนังมีการดัดแปลงและเพิ่มเติมเรื่องราวเข้าไปค่อนข้างมากเพื่อให้มีความเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นมากขึ้น เช่น การให้ความสำคัญกับเทพเฮดีสในฐานะตัวร้ายหลัก หรือการสร้างตัวละคร “ไอโอ” ขึ้นมาใหม่ซึ่งไม่มีอยู่ในตำนานดั้งเดิม แฟนพันธุ์แท้ตำนานกรีกอาจจะรู้สึกขัดใจในบางจุด แต่ถ้าดูเพื่อความบันเทิงก็ถือว่าสนุกใช้ได้นักแสดงและผู้กำกับ
โปสเตอร์หนัง



รีวิวภาพยนตร์
ภาพยนตร์ที่คล้ายกัน
Q&A คำถามน่ารู้เกี่ยวกับหนัง
